ไม่หนีความจริง! ชูอาเมนี่เปิดใจ ลูกจุดโทษนัดชิงมันแย่มาก พร้อมขอรับผิดชอบเอง
ย้อนกลับไปพูดถึงฟุตบอลโลก 2022 กันหน่อย ฝรั่งเศสผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ประสบการณ์ครั้งนั้นสอนอะไรคุณบ้าง? และมันช่วยคุณในการเตรียมตัวสำหรับฟุตบอลโลกครั้งต่อไปอย่างไร
ผมมองว่าฟุตบอลโลก 2022 โดยเฉพาะสำหรับตัวผมเองถือเป็นพรอย่างหนึ่ง เพราะผมได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ เดิมทีผมไม่ใช่ตัวจริงถาวร เพราะผู้เล่นอย่าง พอล ป็อกบา หรือ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ คือหัวใจและผู้นำของทีมมานานแล้ว แต่พวกเขาดันมาบาดเจ็บช่วง 2-3 เดือนก่อนแข่ง เราเลยต้องก้าวขึ้นมาแทน และผมก็ต้องลงเป็นตัวจริง
ประสบการณ์นั้นทำให้ผมโตขึ้นมาก และทำให้เข้าใจชัดเจนขึ้นว่าการเล่นฟุตบอลโลกหมายความว่าอย่างไร สำหรับพวกคุณ รอบเพลย์ออฟกับฤดูกาลปกติมันต่างกันแน่นอนใช่ไหม? ฟุตบอลโลกก็ความรู้สึกนั้นเลย เพราะคราวนี้คุณเป็นตัวแทนของประเทศ ไม่ใช่แค่สโมสร หรือแค่ทีมทีมหนึ่ง ทุกอย่างจึงถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นหมด หลังจากนั้นเราเข้าถึงรอบชิงฯ ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในนัดชิงที่บ้าคลั่งที่สุดครั้งหนึ่ง สุดท้ายต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ ผมยิงพลาดไปลูกหนึ่ง เพื่อนร่วมทีมอีกคนก็พลาด เราแพ้ในที่สุด เรากลับโรงแรมมือเปล่าโดยไม่มีถ้วยรางวัล ความเจ็บปวดนั้นแน่นอนว่ายังอยู่จนถึงตอนนี้
แต่ในขณะเดียวกัน ตอนนั้นผมอายุแค่ 22 ปี สำหรับคนรุ่นเรา เราจะคิดว่า นี่คือฟุตบอลโลกครั้งแรกของเรา แต่เราก็เข้าถึงรอบชิงแล้ว ไม่ใช่ว่าเรามองข้ามความยากนะ แต่เราคิดว่าครั้งหน้าเราต้องชนะให้ได้ แน่นอนว่าไม่มีใครรู้อนาคตหรอก แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นหล่อหลอมตัวผมขึ้นมาจริงๆ
ช่วยพาเราย้อนกลับไปวินาทีที่คุณยืนอยู่ตรงจุดโทษหน่อยได้ไหม ผมขอเปรียบเทียบกับบาสเกตบอลเหมือนตอนยืนอยู่ที่เลย์อัพช่วงท้ายเกม หรือเหมือนตัวเตะที่ต้องเตะลูกตัดสินชัยชนะ ตอนนั้นคุณเพิ่งอายุ 22 แต่ต้องมายิงจุดโทษในนัดชิงฟุตบอลโลก ในหัวคุณคิดอะไรอยู่ตอนนั้น
ผมเป็นคนชอบรับความผิดชอบอยู่แล้ว พอจบเกมแล้วต้องดวลจุดโทษ ในใจผมคิดแค่ว่า โอเค ลูกนี้ผมยิงเอง ไม่ว่าผมจะอายุ 22 หรือ 32 ผมก็รู้สึกว่าตัวเองคู่ควรกับช่วงเวลานั้น พูดตามตรงคือตอนนั้นคุณจะไม่คิดอะไรมาก คุณแค่เลือกมุมที่จะยิง
แต่ผมจำได้แม่นเลยว่า พอเดินไปยืนหน้าลูกบอลแล้วประจันหน้ากับผู้รักษาประตู สิ่งที่แวบขึ้นมาในหัวคือ "ให้ตายเถอะ นี่มันบ้ามาก" เพราะตอนเด็กๆ เวลาผมเจอสถานการณ์กดดัน แม่มักจะบอกผมว่า "ใจเย็นๆ นี่ไม่ใช่นัดชิงฟุตบอลโลกซะหน่อย" แต่ผลคือในวินาทีนั้น ผมกำลังยืนอยู่ในนัดชิงฟุตบอลโลกจริงๆ ผมเลยบอกตัวเองว่า โอเค เลือกมุมซะ
สุดท้ายลูกนั้นผมยิงแย่จริงๆ หลังจากนั้นผมก็ได้แต่รอให้การดวลจุดโทษจบลง ผลคือเราแพ้ ผมกลับโรงแรมพร้อมกับครอบครัว คุณจะรู้สึกผิดลึกๆ แต่ในขณะเดียวกันผมก็บอกตัวเองว่า นี่คือส่วนหนึ่งของอาชีพการค้าแข้ง วันที่ผมเลิกเล่น ผมคงยังจำวินาทีนี้ได้อยู่ดี เรื่องมันเกิดขึ้นแล้วและคุณควบคุมไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือต้องเดินหน้าต่อไป
คุณเพิ่งตัดสินใจเลือกมุมตอนยืนอยู่หน้าลูกบอลเลยเหรอ ไม่ได้คิดไว้ก่อนล่วงหน้าเหรอว่าถ้าต้องยิงจริงๆ จะซัดเข้ามุมซ้ายบนอะไรแบบนั้น
ใช่ครับ ตัดสินใจตอนยืนหน้าบอลนั่นแหละ เพราะจุดโทษไม่เหมือนฟรีคิก ฟรีคิกคือคุณควบคุมได้ด้วยตัวเองเกือบทั้งหมด แต่จุดโทษมันเกี่ยวข้องกับผู้รักษาประตูด้วย คุณอาจจะยิงดีมาก แต่ถ้าโกลพุ่งถูกทาง ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม ดังนั้นสุดท้ายมันคือการเลือกมุมครับ น่าเสียดายที่คราวนั้นผมทำได้ไม่ดีพอ
ทางฝั่งอเมริกันฟุตบอล เราจะดูเทปเยอะมาก มีการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ทุกอย่างแทบจะเตรียมไว้หมดแล้ว แน่นอนว่าไม่ใช่แบบ "มีบทเขียนไว้" อย่างที่พวกนักพนันชอบพูดกันนะ เราใช้เวลาเตรียมตัว ดูเทป ทำความคุ้นเคยกับคู่แข่งและตัวผู้เล่นเยอะมาก แล้วในฟุตบอล การเตรียมตัวแบบนี้มีสัดส่วนมากแค่ไหน? และส่วนไหนที่เป็นการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าในสนาม
ความต่างระหว่างอเมริกันฟุตบอลกับฟุตบอลอยู่ตรงนี้แหละ ในอเมริกันฟุตบอลหลายครั้งถ้าคุณฟอร์มไม่ดี คุณจะโดนจัดการยับเยิน ต่อให้คุณเจอทีมที่สถิติแค่ชนะ 1 แพ้ 10 แต่ถ้าคุณทำหน้าที่ตัวเองไม่ดีพอ คุณก็แพ้ได้ ฟุตบอลก็คล้ายกัน แต่ผมจะบอกว่าความสามารถเฉพาะตัวบางครั้งมันตัดสินเกมได้เลย คุณอาจเจอทีมที่ฝีเท้าธรรมดา ต่อให้ภาพรวมทีมคุณเล่นไม่ดีมาก แต่ถ้าสตาร์ในทีมโชว์ฟอร์มเทพก็อาจจะชนะได้ หรือในทางกลับกันคู่แข่งอาจจะท็อปฟอร์มวันนั้นพอดีจนคุณแพ้ แต่นี่แหละคือความแตกต่าง
สรุปคือสุดท้ายมันขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ และจำนวนผู้เล่นที่สามารถเปลี่ยนเกมได้ในทีมใช่ไหม
ใช่ครับ พรสวรรค์ล้วนๆ วันก่อนผมเพิ่งคุยเรื่องนี้กับบิแจน ผมบอกเขาว่าตำแหน่งรันนิ่งแบ็คของคุณน่ะยากจริงๆ เพราะคุณต้องพึ่งพาเพื่อนร่วมทีมรอบตัวมาก โดยเฉพาะแนวบุก ฟุตบอลเป็นกีฬาประเภททีมก็จริง แต่มันก็มีความเป็นปัจเจกสูงมากเช่นกัน คุณสามารถพึ่งพาศักยภาพของคนคนเดียวเพื่อเปลี่ยนเกมได้ ในแง่หนึ่งฟุตบอลจะคล้ายบาสเกตบอล ถ้าคุณเป็นซูเปอร์สตาร์ คุณก็เปลี่ยนทิศทางของเกมในสนามได้เลย
ผมจะอ่านพาดหัวข่าวช่วงนี้ให้คุณฟังนะ "ชูอาเมนี่คือผู้เล่นที่ไม่ได้มีไว้ขาย" "เรอัล มาดริด หวังขยายสัญญาเขาไปถึงปี 2031" "เรอัล มาดริด ต้องการสร้างอนาคตโดยมีชูอาเมนี่เป็นแกนหลัก" ตอนนี้มีแต่คนพูดถึงเรื่องนี้ พอชื่อของคุณไปผูกกับข่าวระดับนี้ คุณรู้สึกยังไง? เพราะพวกเราเข้าใจแต่การเจรจาสัญญาแบบ NFL ไม่ค่อยเข้าใจว่าโลกฟุตบอลทำงานยังไง
ความต่างที่ใหญ่ที่สุดคือ สัญญาของพวกคุณคือสัญญาที่มีการการันตี ถ้าทีมอยากเทรดตัวผู้เล่น ก็จะเกี่ยวกับการดราฟต์หรือการแลกตัวผู้เล่น แต่ฝั่งเราขึ้นอยู่กับผลงานในสนามเป็นหลัก คุณจะมี "ค่าตัว" ซึ่งอาจจะพุ่งไปหลายสิบล้านหรือหลักร้อยล้านยูโรได้ง่ายๆ เช่น ถ้าผู้เล่นคนหนึ่งเล่นให้เรอัล มาดริด แล้วปารีส แซงต์-แชร์กแมง อยากซื้อ เขาจะติดต่อประธานสโมสรมาดริดว่า "ผมให้ 200 ล้านยูโร ราคานี้คุณรับไหม?" ถ้าผู้เล่นเต็มใจจะไป และสโมสรต้นสังกัดรับราคานั้น การย้ายทีมก็จะเกิดขึ้น หลักๆ คือแบบนี้ครับ และจะมีช่วงย้ายทีมแค่สองครั้งต่อปี คือตลาดหน้าหนาวกับหน้าร้อน
ตอนคุณย้ายมาเรอัล มาดริด ค่าตัวก็ไม่เบาเลย และในแง่หนึ่ง ค่าตัวคือตัวบ่งบอกว่าสโมสรเห็นค่าในตัวคุณมากแค่ไหน แล้วค่าตัวที่สูงลิ่วแบบนี้สร้างความกดดันให้คุณไหม เพราะช่วงแรกคุณก็โดนวิจารณ์ไม่น้อยเหมือนกัน
ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ ผมรู้สึกว่าบางคนไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะประเมินผู้เล่นสไตล์ผมยังไง บางอย่างต้องเป็นคนที่ดูบอลเป็นและมองรายละเอียดออกถึงจะเห็น ผมไม่ใช่กองหน้า ผมยิงสามประตูในนัดเดียวไม่ได้หรอก แต่สิ่งที่ผมทำเล็กๆ น้อยๆ ผมคิดว่ามันสำคัญต่อทีมมาก
ช่วงที่มามาดริดใหม่ๆ ผมยอมรับว่าลำบากเหมือนกัน เพราะคุณย่อมอยากให้คนชมมากกว่าวิจารณ์ คุณอยากให้จบเกมแล้วคนพูดกันว่า "วันนี้เขาเล่นดีจริงๆ" แต่ต่อมาผมก็ค่อยๆ เข้าใจว่า ผมจะให้สิ่งที่คนภายนอกพูดมามีผลกับเราไม่ได้ สิ่งที่ควรมีผลกับผมจริงๆ คือผมมองตัวเองยังไง คนรอบข้างมองผมยังไง เพื่อนร่วมทีมและโค้ชคิดยังไง ถ้าพวกเขาพอใจ นั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
พอถึงจุดหนึ่ง ทุกอย่างจะเริ่มเปลี่ยนไปเอง คนภายนอกจะกลับมาชมคุณ เหมือนตอนนี้ที่มีแต่คนพูดถึงว่าผมเล่นดีแค่ไหน แต่เมื่อปีสองปีก่อน ในสายตาหลายคนผมยังเป็นผู้เล่นที่เล่นแย่ ผมเคยโดนแฟนบอลในบ้านตัวเองโห่ เจออะไรมาเยอะ ประสบการณ์พวกนี้แหละที่ช่วยผมในแง่สภาพจิตใจ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า ไม่ว่าคุณจะทำอะไร คนภายนอกก็จะพูดในสิ่งที่เขาอยากพูด เพราะฉะนั้นแค่ไม่ต้องไปสนใจมากนักก็พอ
เมื่อกี้คุณบอกว่ารันนิ่งแบ็คขาดแนวบุกไม่ได้ แล้วในตำแหน่งของคุณ เพื่อนร่วมทีมในแดนกลางและแผงหลังมีส่วนช่วยคุณมากแค่ไหน
ช่วยได้มากแน่นอนครับ เช่น เวลาคุณเล่นกองกลางตัวรับคู่ เพื่อนที่เล่นตำแหน่งเบอร์ 6 ข้างๆ คุณจะสำคัญมาก สมมติถ้าคุณอยากเติมเกมบุกขึ้นไปหน่อย เขาก็ต้องถอยลงมาประคองกลับกันก็เช่นกัน ดังนั้นมันเหมือนเป็นคู่หูที่ต้องรู้ใจกัน เหมือนคู่กองหลังในอเมริกันฟุตบอลน่ะแหละ คุณกับเพื่อนร่วมทีมอีกคนต้องจูนคลื่นให้ตรงกันตลอดเวลา เรื่องนี้สำคัญมากครับ
โพสต์ฮอต
-
พรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ: แมนเชสเตอร์ ซิตี้ vs อาร์เซน่อล -
พรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ: เอฟเวอร์ตัน vs ลิเวอร์พูล -
พรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ: เชลซีvsแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด -
พรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ: คริสตัล พาเลซ vs เวสต์แฮม ยูไนเต็ด -
พรีวิวฟุตบอล เซเรีย อา อิตาลี: นาโปลี vs ลาซิโอ -
พรีวิวฟุตบอล บุนเดสลีกา เยอรมัน: บาเยิร์น มิวนิค vs สตุ๊ตการ์ต



