Opta ฟันธง! ปืน-เสือ-ปารีส โอกาสเข้ารอบสดใส ขณะที่ "บาร์ซ่า" โอกาสริบหรี่เพียง 20%

ก่อนเริ่มการแข่งขันยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่สอง ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของ Opta ได้ทำการจำลองการแข่งขันแต่ละคู่ถึง 10,000 ครั้ง เพื่อพยากรณ์โอกาสชนะในค่ำคืนนี้ รวมถึงโอกาสในการผ่านเข้ารอบต่อไป โดยผลระบุว่า ปารีส แซงต์-แชร์กแมง มีโอกาสเข้ารอบ 85.8%, แอตเลติโก มาดริด 79.6%, บาเยิร์น มิวนิก 83.7% และอาร์เซนอล 88.4%
ลิเวอร์พูล พบ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (นัดแรก 0-2)
ทั้งสองทีมเคยเผชิญหน้ากันในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งในตอนนั้น ปารีสฯ เป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่าอย่างเบ็ดเสร็จในนัดแรกที่ฝรั่งเศส แต่กลับพ่ายไป 0-1 อย่างน่าเสียดาย ทว่าในการพบกันเมื่อวันพุธที่ผ่านมา พวกเขาก็ครองเกมได้เหนือกว่าอีกครั้ง และครั้งนี้ก็สามารถคว้าชัยชนะได้ตามเป้าหมาย แม้ว่าจำนวนประตูที่ทำได้อาจจะยังไม่มากเท่าที่พวกเขาคาดหวังไว้ก็ตาม
จากการทำประตูที่แฉลบเข้าไปของ ดูเอ และลูกยิงสุดสวยของ ควารัตสเคเลีย หลังจากการต่อบอลกันถึง 27 ครั้ง ทำให้ปารีสฯ ปิดเกมด้วยชัยชนะ 2-0 ส่งผลให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมแรกในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลนี้ที่เจอกับแชมป์เก่าแล้วไม่สามารถยิงเข้ากรอบได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
เกมที่สนามพาร์ก เดส์ แพร็งซ์ แสดงให้เห็นถึงการพับสนามบุกอยู่ฝ่ายเดียว โดยมี วิตินญ่า เป็นห้องเครื่องคอยคุมจังหวะเกม อดีตแข้งหมาป่ารายนี้เป็นผู้เล่นที่จ่ายบอลสำเร็จภายใต้การกดดันสูง (High Intensity Pressure) มากที่สุดในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลนี้ (609 ครั้ง) และยังมีอัตราการจ่ายบอลสำเร็จภายใต้แรงกดดันสูงที่สุดอีกด้วย (สูงถึง 93% จากสถิติการจ่ายบอลอย่างน้อย 400 ครั้ง)
อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูลยังคงมีความหวังเล็กน้อยในการพลิกนรก พลังของสนามแอนฟิลด์ในเกมนัดที่สองของยุโรปเคยสร้างปาฏิหาริย์มาแล้วหลายครั้ง ที่โด่งดังที่สุดคือเกมรอบรองชนะเลิศปี 2019 ที่พบกับบาร์เซโลนา ซึ่งในตอนนั้น "หงส์แดง" สามารถพลิกกลับมาแซงเข้ารอบได้หลังจากแพ้ในนัดแรกถึง 0-3
การพยากรณ์ของ Opta ระบุว่า ลิเวอร์พูลดูเหลื่อมกว่าเล็กน้อยในเกมคืนนี้ (โอกาสชนะ 39.6%) โอกาสเสมออยู่ที่ 22.8% ขณะที่โอกาสที่ปารีสฯ จะบุกมาเอาชนะได้อีกครั้งเหมือนฤดูกาลที่แล้วอยู่ที่ 37.6%
แต่ในแง่ของการเข้ารอบ ปารีสฯ ในฐานะทีมเยือนถือเป็นเต็งหนึ่งด้วยโอกาสสูงถึง 85.8% ในขณะที่โอกาสที่ลิเวอร์พูลจะสร้างปาฏิหาริย์พลิกนรกเข้ารอบมีเพียง 14.2% เท่านั้น
แอตเลติโก มาดริด พบ บาร์เซโลนา (นัดแรก 2-0)
สำหรับบาร์เซโลนา นัดแรกถือเป็นเกมที่ "น่าผิดหวัง" อย่างยิ่ง แม้พวกเขาจะพยายามเจาะเกมรับของแอตฯ มาดริด อย่างหนัก แต่สถานการณ์ดูเหมือนยังอยู่ในความควบคุมจนกระทั่งนาทีที่ 44 เมื่อ คูบาร์ซี่ ในฐานะกองหลังตัวสุดท้ายไปตัดฟาล์ว จูลิอาโน ซิเมโอเน จนโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม
หลังจากนั้น ฮูเลียน อัลวาเรซ ก็ซ้ำเติมด้วยการยิงฟรีคิกสุดสวยเข้าไป แม้เหลือ 10 คน บาร์เซโลนาก็ยังครองเกมได้เป็นส่วนใหญ่ในสนามคัมป์ นู แต่กลับมาเสียประตูที่สองในช่วงครึ่งหลังจากโอกาสยิงเพียงครั้งเดียวของทีมเยือน (โดย เซอร์ลอธ) ทำให้ภารกิจในเกมนัดที่สองที่มาดริดกลายเป็นงานที่หินสุดๆ
ทั้งสองทีมต่างรู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี นี่จะเป็นการพบกันครั้งที่ 6 ของทั้งคู่ในฤดูกาลนี้ (ลาลีกา 2 นัด, โกปา เดล เรย์ 2 นัด และแชมเปียนส์ลีก 2 นัด) ซึ่งถือเป็นการพบกันมากที่สุดในหนึ่งฤดูกาลนับตั้งแต่ปี 2013-14
จากการพบกันสองนัดที่สนามเมโทรโปลิตาโนในฤดูกาลนี้ แอตฯ มาดริด ถล่มไป 4-0 ในเกมโกปา เดล เรย์ นัดแรก แต่ในเกมลีกเมื่อสัปดาห์ก่อน บาร์เซโลนาเฉือนชนะไปได้ 2-1 อย่างไรก็ตาม หากต้องการเข้ารอบในครั้งนี้ บาร์เซโลนาจำเป็นต้องชนะด้วยผลต่างอย่างน้อย 2 ประตู ทีมของ ฮันซี่ ฟลิค ถูกมองว่าเป็นเต็งจ๋าที่จะชนะในคืนนี้ โดยผลจำลองจาก Opta ให้โอกาสชนะสูงถึง 50.4% ขณะที่แอตฯ มาดริด มีโอกาสชนะ 27.1% และเสมอ 22.5%
ด้วยความได้เปรียบจากสกอร์นำ 2 ประตูและได้เล่นในบ้าน ทีมของ ซิเมโอเน มีโอกาสเข้ารอบสูงถึง 79.6% เพื่อไปรอพบกับอาร์เซนอลหรือสปอร์ติ้ง ลิสบอน ในรอบรองชนะเลิศ แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ของบาร์เซโลนา โอกาส 20.4% ก็ไม่ใช่ตัวเลขที่น้อยจนเกินไป หมายความว่าพวกเขายังมีหวังที่จะสร้างปาฏิหาริย์พลิกสถานการณ์ได้อยู่
บาเยิร์น มิวนิก พบ เรอัล มาดริด (นัดแรก 2-1)
การดวลกันนัดแรกเป็นไปอย่างตื่นเต้นเร้าใจ สองยักษ์ใหญ่แห่งยุโรปปะทะกันที่เบอร์นาเบว บาเยิร์น มิวนิก บุกไปเอาชนะเรอัล มาดริด ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2001 ด้วยประตูจาก หลุยส์ ดิอาซ และ แฮร์รี่ เคน อย่างไรก็ตาม ประตูตีไข่แตกของ เอ็มบัปเป้ ในช่วงครึ่งหลังยังทำให้การแข่งขันคู่นี้ยังคงมีความหมาย หากไม่ใช่เพราะ มานูเอล นอยเออร์ ที่เซฟไปถึง 9 ครั้ง สถานการณ์อาจเปลี่ยนไป และบาเยิร์นเองก็พลาดโอกาสทิ้งห่างไปหลายครั้งเช่นกัน
ชัยชนะของบาเยิร์นที่เบอร์นาเบว ถือเป็นการชนะเกมนอกบ้านนัดแรกในรอบน็อคเอาต์แชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งที่ 23 โดยจาก 22 ครั้งก่อนหน้านี้ พวกเขาตกรอบเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือในปี 2009-10 ที่แพ้ให้กับอินเตอร์ มิลาน ด้วยกฎประตูทีมเยือน
ทีมของ แว็งซ็องต์ กอมปานี ถูกมองว่าจะปิดเกมได้ที่สนามอัลลิอันซ์ อารีนา โดยผลจำลองระบุว่า บาเยิร์นมีโอกาสชนะในวันพุธนี้สูงถึง 56.7% แม้จะจบด้วยผลเสมอ (โอกาส 20.3%) พวกเขาก็จะเข้ารอบรองชนะเลิศไปพบกับปารีสฯ หรือลิเวอร์พูล ส่วนเรอัล มาดริด มีโอกาสชนะ 23.0% ทั้งนี้ หากมาดริดต้องการเลี่ยงการต่อเวลาหรือดวลจุดโทษ พวกเขาต้องชนะด้วยผลต่างมากกว่า 2 ประตู
ภาพรวมโอกาสเข้ารอบ บาเยิร์นอยู่ที่ 83.7% ส่วนเรอัล มาดริด มีเพียง 16.3%
อาร์เซนอล พบ สปอร์ติ้ง ลิสบอน (นัดแรก 1-0)
หลังจากตกรอบในคาราบาว คัพ และเอฟเอ คัพ ไปแล้ว ความฝันของอาร์เซนอลที่จะคว้า 4 แชมป์หรือ 3 แชมป์ก็ได้สลายไป แต่เป้าหมายการคว้าดับเบิลแชมป์ทั้งพรีเมียร์ลีกและแชมเปียนส์ลีกยังคงเป็นไปได้
ทว่า ความพ่ายแพ้ต่อบอร์นมัธ 1-2 ในเกมลีกเมื่อวันเสาร์ ทำให้พลพรรคปืนใหญ่เริ่มมีความกังวลเกิดขึ้น เมื่อวันอาทิตย์ แมนฯ ซิตี้ บุกชนะเชลซีทำให้แต้มห่างเหลือเพียง 6 คะแนน และแมนฯ ซิตี้ ยังแข่งน้อยกว่าหนึ่งนัด แถมมีคิวเปิดบ้านรับอาร์เซนอลที่เอติฮัด สเตเดียม ในสุดสัปดาห์หน้า ทำให้เกมลีกทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างมาก
ในเกมนัดแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน อาร์เซนอลชนะมาได้อย่างไม่ง่ายนัก แต่ด้วยประตูของ ฮาแวร์ตซ์ ในช่วงท้ายเกม ทำให้พวกเขากลับสู่เอมิเรตส์ สเตเดียม พร้อมกุมความได้เปรียบอย่างมากในการเข้ารอบ
สปอร์ติ้ง ลิสบอน มีโอกาสหลายครั้งในนัดแรกที่เจอกับทีมของ อาร์เตต้า แม้พวกเขาจะทำเกมรุกได้ดี แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ ดาบิด รายา ที่ท็อปฟอร์ม พวกเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เป็นประตูได้
Opta คาดการณ์ว่า อาร์เซนอลมีโอกาสสูงมากที่จะชนะในบ้านอีกนัดและผ่านเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้าย โดยผลจำลองให้โอกาสอาร์เซนอลชนะอีกครั้งสูงถึง 61.9% แม้จะเสมอ (โอกาส 21.6%) ก็เพียงพอที่จะเข้ารอบ ส่วนโอกาสที่สปอร์ติ้งจะบุกมาชนะและสร้างความลำบากใจมีเพียง 16.5%
จากการคำนวณ อาร์เซนอลเป็นทีมที่มีโอกาสเข้ารอบรองชนะเลิศสูงที่สุดในบรรดาทุกทีม โดยมีโอกาสสูงถึง 88.4% ในขณะที่สปอร์ติ้ง ลิสบอน มีโอกาสสร้างเซอร์ไพรส์เพียง 11.6% เท่านั้น
ลิเวอร์พูล พบ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (นัดแรก 0-2)
ทั้งสองทีมเคยเผชิญหน้ากันในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งในตอนนั้น ปารีสฯ เป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่าอย่างเบ็ดเสร็จในนัดแรกที่ฝรั่งเศส แต่กลับพ่ายไป 0-1 อย่างน่าเสียดาย ทว่าในการพบกันเมื่อวันพุธที่ผ่านมา พวกเขาก็ครองเกมได้เหนือกว่าอีกครั้ง และครั้งนี้ก็สามารถคว้าชัยชนะได้ตามเป้าหมาย แม้ว่าจำนวนประตูที่ทำได้อาจจะยังไม่มากเท่าที่พวกเขาคาดหวังไว้ก็ตาม
จากการทำประตูที่แฉลบเข้าไปของ ดูเอ และลูกยิงสุดสวยของ ควารัตสเคเลีย หลังจากการต่อบอลกันถึง 27 ครั้ง ทำให้ปารีสฯ ปิดเกมด้วยชัยชนะ 2-0 ส่งผลให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมแรกในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลนี้ที่เจอกับแชมป์เก่าแล้วไม่สามารถยิงเข้ากรอบได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
เกมที่สนามพาร์ก เดส์ แพร็งซ์ แสดงให้เห็นถึงการพับสนามบุกอยู่ฝ่ายเดียว โดยมี วิตินญ่า เป็นห้องเครื่องคอยคุมจังหวะเกม อดีตแข้งหมาป่ารายนี้เป็นผู้เล่นที่จ่ายบอลสำเร็จภายใต้การกดดันสูง (High Intensity Pressure) มากที่สุดในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลนี้ (609 ครั้ง) และยังมีอัตราการจ่ายบอลสำเร็จภายใต้แรงกดดันสูงที่สุดอีกด้วย (สูงถึง 93% จากสถิติการจ่ายบอลอย่างน้อย 400 ครั้ง)
อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูลยังคงมีความหวังเล็กน้อยในการพลิกนรก พลังของสนามแอนฟิลด์ในเกมนัดที่สองของยุโรปเคยสร้างปาฏิหาริย์มาแล้วหลายครั้ง ที่โด่งดังที่สุดคือเกมรอบรองชนะเลิศปี 2019 ที่พบกับบาร์เซโลนา ซึ่งในตอนนั้น "หงส์แดง" สามารถพลิกกลับมาแซงเข้ารอบได้หลังจากแพ้ในนัดแรกถึง 0-3
การพยากรณ์ของ Opta ระบุว่า ลิเวอร์พูลดูเหลื่อมกว่าเล็กน้อยในเกมคืนนี้ (โอกาสชนะ 39.6%) โอกาสเสมออยู่ที่ 22.8% ขณะที่โอกาสที่ปารีสฯ จะบุกมาเอาชนะได้อีกครั้งเหมือนฤดูกาลที่แล้วอยู่ที่ 37.6%
แต่ในแง่ของการเข้ารอบ ปารีสฯ ในฐานะทีมเยือนถือเป็นเต็งหนึ่งด้วยโอกาสสูงถึง 85.8% ในขณะที่โอกาสที่ลิเวอร์พูลจะสร้างปาฏิหาริย์พลิกนรกเข้ารอบมีเพียง 14.2% เท่านั้น
แอตเลติโก มาดริด พบ บาร์เซโลนา (นัดแรก 2-0)
สำหรับบาร์เซโลนา นัดแรกถือเป็นเกมที่ "น่าผิดหวัง" อย่างยิ่ง แม้พวกเขาจะพยายามเจาะเกมรับของแอตฯ มาดริด อย่างหนัก แต่สถานการณ์ดูเหมือนยังอยู่ในความควบคุมจนกระทั่งนาทีที่ 44 เมื่อ คูบาร์ซี่ ในฐานะกองหลังตัวสุดท้ายไปตัดฟาล์ว จูลิอาโน ซิเมโอเน จนโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม
หลังจากนั้น ฮูเลียน อัลวาเรซ ก็ซ้ำเติมด้วยการยิงฟรีคิกสุดสวยเข้าไป แม้เหลือ 10 คน บาร์เซโลนาก็ยังครองเกมได้เป็นส่วนใหญ่ในสนามคัมป์ นู แต่กลับมาเสียประตูที่สองในช่วงครึ่งหลังจากโอกาสยิงเพียงครั้งเดียวของทีมเยือน (โดย เซอร์ลอธ) ทำให้ภารกิจในเกมนัดที่สองที่มาดริดกลายเป็นงานที่หินสุดๆ
ทั้งสองทีมต่างรู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี นี่จะเป็นการพบกันครั้งที่ 6 ของทั้งคู่ในฤดูกาลนี้ (ลาลีกา 2 นัด, โกปา เดล เรย์ 2 นัด และแชมเปียนส์ลีก 2 นัด) ซึ่งถือเป็นการพบกันมากที่สุดในหนึ่งฤดูกาลนับตั้งแต่ปี 2013-14
จากการพบกันสองนัดที่สนามเมโทรโปลิตาโนในฤดูกาลนี้ แอตฯ มาดริด ถล่มไป 4-0 ในเกมโกปา เดล เรย์ นัดแรก แต่ในเกมลีกเมื่อสัปดาห์ก่อน บาร์เซโลนาเฉือนชนะไปได้ 2-1 อย่างไรก็ตาม หากต้องการเข้ารอบในครั้งนี้ บาร์เซโลนาจำเป็นต้องชนะด้วยผลต่างอย่างน้อย 2 ประตู ทีมของ ฮันซี่ ฟลิค ถูกมองว่าเป็นเต็งจ๋าที่จะชนะในคืนนี้ โดยผลจำลองจาก Opta ให้โอกาสชนะสูงถึง 50.4% ขณะที่แอตฯ มาดริด มีโอกาสชนะ 27.1% และเสมอ 22.5%
ด้วยความได้เปรียบจากสกอร์นำ 2 ประตูและได้เล่นในบ้าน ทีมของ ซิเมโอเน มีโอกาสเข้ารอบสูงถึง 79.6% เพื่อไปรอพบกับอาร์เซนอลหรือสปอร์ติ้ง ลิสบอน ในรอบรองชนะเลิศ แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ของบาร์เซโลนา โอกาส 20.4% ก็ไม่ใช่ตัวเลขที่น้อยจนเกินไป หมายความว่าพวกเขายังมีหวังที่จะสร้างปาฏิหาริย์พลิกสถานการณ์ได้อยู่
บาเยิร์น มิวนิก พบ เรอัล มาดริด (นัดแรก 2-1)
การดวลกันนัดแรกเป็นไปอย่างตื่นเต้นเร้าใจ สองยักษ์ใหญ่แห่งยุโรปปะทะกันที่เบอร์นาเบว บาเยิร์น มิวนิก บุกไปเอาชนะเรอัล มาดริด ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2001 ด้วยประตูจาก หลุยส์ ดิอาซ และ แฮร์รี่ เคน อย่างไรก็ตาม ประตูตีไข่แตกของ เอ็มบัปเป้ ในช่วงครึ่งหลังยังทำให้การแข่งขันคู่นี้ยังคงมีความหมาย หากไม่ใช่เพราะ มานูเอล นอยเออร์ ที่เซฟไปถึง 9 ครั้ง สถานการณ์อาจเปลี่ยนไป และบาเยิร์นเองก็พลาดโอกาสทิ้งห่างไปหลายครั้งเช่นกัน
ชัยชนะของบาเยิร์นที่เบอร์นาเบว ถือเป็นการชนะเกมนอกบ้านนัดแรกในรอบน็อคเอาต์แชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งที่ 23 โดยจาก 22 ครั้งก่อนหน้านี้ พวกเขาตกรอบเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือในปี 2009-10 ที่แพ้ให้กับอินเตอร์ มิลาน ด้วยกฎประตูทีมเยือน
ทีมของ แว็งซ็องต์ กอมปานี ถูกมองว่าจะปิดเกมได้ที่สนามอัลลิอันซ์ อารีนา โดยผลจำลองระบุว่า บาเยิร์นมีโอกาสชนะในวันพุธนี้สูงถึง 56.7% แม้จะจบด้วยผลเสมอ (โอกาส 20.3%) พวกเขาก็จะเข้ารอบรองชนะเลิศไปพบกับปารีสฯ หรือลิเวอร์พูล ส่วนเรอัล มาดริด มีโอกาสชนะ 23.0% ทั้งนี้ หากมาดริดต้องการเลี่ยงการต่อเวลาหรือดวลจุดโทษ พวกเขาต้องชนะด้วยผลต่างมากกว่า 2 ประตู
ภาพรวมโอกาสเข้ารอบ บาเยิร์นอยู่ที่ 83.7% ส่วนเรอัล มาดริด มีเพียง 16.3%
อาร์เซนอล พบ สปอร์ติ้ง ลิสบอน (นัดแรก 1-0)
หลังจากตกรอบในคาราบาว คัพ และเอฟเอ คัพ ไปแล้ว ความฝันของอาร์เซนอลที่จะคว้า 4 แชมป์หรือ 3 แชมป์ก็ได้สลายไป แต่เป้าหมายการคว้าดับเบิลแชมป์ทั้งพรีเมียร์ลีกและแชมเปียนส์ลีกยังคงเป็นไปได้
ทว่า ความพ่ายแพ้ต่อบอร์นมัธ 1-2 ในเกมลีกเมื่อวันเสาร์ ทำให้พลพรรคปืนใหญ่เริ่มมีความกังวลเกิดขึ้น เมื่อวันอาทิตย์ แมนฯ ซิตี้ บุกชนะเชลซีทำให้แต้มห่างเหลือเพียง 6 คะแนน และแมนฯ ซิตี้ ยังแข่งน้อยกว่าหนึ่งนัด แถมมีคิวเปิดบ้านรับอาร์เซนอลที่เอติฮัด สเตเดียม ในสุดสัปดาห์หน้า ทำให้เกมลีกทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างมาก
ในเกมนัดแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน อาร์เซนอลชนะมาได้อย่างไม่ง่ายนัก แต่ด้วยประตูของ ฮาแวร์ตซ์ ในช่วงท้ายเกม ทำให้พวกเขากลับสู่เอมิเรตส์ สเตเดียม พร้อมกุมความได้เปรียบอย่างมากในการเข้ารอบ
สปอร์ติ้ง ลิสบอน มีโอกาสหลายครั้งในนัดแรกที่เจอกับทีมของ อาร์เตต้า แม้พวกเขาจะทำเกมรุกได้ดี แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ ดาบิด รายา ที่ท็อปฟอร์ม พวกเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เป็นประตูได้
Opta คาดการณ์ว่า อาร์เซนอลมีโอกาสสูงมากที่จะชนะในบ้านอีกนัดและผ่านเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้าย โดยผลจำลองให้โอกาสอาร์เซนอลชนะอีกครั้งสูงถึง 61.9% แม้จะเสมอ (โอกาส 21.6%) ก็เพียงพอที่จะเข้ารอบ ส่วนโอกาสที่สปอร์ติ้งจะบุกมาชนะและสร้างความลำบากใจมีเพียง 16.5%
จากการคำนวณ อาร์เซนอลเป็นทีมที่มีโอกาสเข้ารอบรองชนะเลิศสูงที่สุดในบรรดาทุกทีม โดยมีโอกาสสูงถึง 88.4% ในขณะที่สปอร์ติ้ง ลิสบอน มีโอกาสสร้างเซอร์ไพรส์เพียง 11.6% เท่านั้น
จาก:ข่าวฮอต
โพสต์ฮอต
-
พรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ: แมนเชสเตอร์ ซิตี้ vs อาร์เซน่อล -
พรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ: เอฟเวอร์ตัน vs ลิเวอร์พูล -
พรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ: คริสตัล พาเลซ vs เวสต์แฮม ยูไนเต็ด -
พรีวิวฟุตบอล ลา ลีกา สเปน: เรอัล มาดริด vs อลาเบส -
พรีวิวฟุตบอล เซเรียอา อิตาลี: เลชเช่ vs ฟิออเรนติน่า -
📝 วิเคราะห์บอล เจลีก คัพ : นาโงยะ แกรมปัส vs อวิสปา ฟูกูโอกะ



